การขึ้นสหัสวรรษใหม่กลายเป็นเรื่องที่ผู้คนคาดหวังการเปลี่ยนแปลง
มากกว่าการเปลี่ยนปีเช่นที่ผ่านมา ราวกับว่าการเข้าสู่ปี 2000 จะทำให้โลกทั้งโลกมีโฉมใหม่
บ้างคาดหวังสิ่งที่ดีขึ้น บ้างสิ้นหวังและสะพรึงกลัวว่าด้วยปี2000จะนำมาซึ่งความเจ็บปวดของผู้คนมากกว่าในอดีต
ไม่ว่าจะหวังอย่างไรปี 2000 อาจจะมีประโยชน์ที่ให้เราตั้งต้นทำอะไรที่จริงจังขึ้น
ละทิ้งวิธีคิดวิธีการทำงานแบบเก่าๆออกไปเสียบ้าง ท่ามกลางการตั้งต้นคิดเรื่องอะไรต่ออะไรสำหรับสหัสวรรษใหม่อาทิ
สิ่งแวดล้อมปี2000 สังคมปี2000 ทำให้นึกถึงเรื่องพลังงานจึงอยากลองเสนอแนวคิดพลังงานปี2000
ดูบ้างเพราะระยะหลังได้มีโอกาสเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพลังงานมากขึ้นในฐานะกรรมการประชาพิจารณ์โรงไฟฟ้า
แต่เมื่อได้ค้นคว้าข้อมูลก็พบว่า เรื่องพลังงานปี2000 หรือ Energy 2000
ไปคล้องกับชื่อแผนปฏิบัติการด้านพลังงานของรัฐบาลเดนมาร์ก อีกทั้งเนื้อหาสาระก็ตรงกับแนวคิดพอดิบพอดี
Energy 2000 เป็นแผนปฎิบัติการด้านพลังงานของรัฐบาลเดนมาร์กจัดทำและดำเนินการมาตั้งแต่ปี
1990 เพื่อสนับสนุนการผลิตพลังงานจากเชื้อเพลิงที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม
ได้แก่ พลังงานจากแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวมวลและพลังงานจากก๊าซธรรมชาติ
แผนปฏิบัติการ Energy 2000 ได้ถูกยกร่างในปี 1988 เพื่อกำหนดเป้าหมายที่จะบรรลุในปี
2005 เราไม่รู้ว่าจนถึงวันนี้พวกเดนมาร์กเขาสรุปผลกันอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการทำงานที่มีการกำหนดเป้าหมายเพื่อการตรวจสอบวัดผล
นอกจากนั้นในบรรดาเป้าหมายดังกล่าวที่พวกเดนมาร์กพูดกันเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
มีหลายเรื่องที่เราเพิ่งจะเริ่มนำมาเป็นประเด็นพูดคุยกันเพื่อกำหนดเป็นแผนปฎิบัติการของเราบ้าง
ลองมาพิจารณาเป้าหมายของแผนปฎิบัติการของเดนมาร์กเพื่อบรรลุในปี 2005 ว่ามีประเด็นที่สำคัญอะไรบ้าง?
- มีเป้าหมายที่จะลดการใช้พลังงานให้ได้ 15%
- เพิ่มอัตราส่วนการใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ
เมื่อเทียบกับการใช้ในปี1988 ประมาณ 170%
- เพิ่มอัตราการใช้พลังงานหมุนเวียน
(Renewal Energy) ประมาณ 100%
- ลดการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินประมาณ 45%
- ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 40%
- ลดการปลดปล่อย CO2 ให้ได้ประมาณ
20%
- ลดการปลดปล่อย SO2 ให้ได้ประมาณ 60%
- ลดการปลดปล่อย NOx ให้ได้ประมาณ
50%
เพื่อดำเนินการตามแผนปฏิบัติการเหล่านี้ รัฐบาลเดนมาร์กได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าถ่านหินและน้ำมันทันทีเพื่อเป็นมาตรการลดปริมาณการนำเข้าเชื้อเพลิงทั้งสองชนิด
และเป็นการสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงแบบชีวมวล (Biomass) ที่โดยทั่วไปจะมีต้นทุนสูงกว่า
ถึงตรงนี้อาจมีความเห็นแย้งว่าเมืองไทยไม่อาจดำเนินการเช่นเดียวกับเดนมาร์กได้เพราะจะทำให้ต้นทุนด้านพลังงานของเราสูงเกินไปจนไม่เป็นที่ดึงดูดความสนใจของนักลงทุนภาคอุตสาหกรรม
เรื่องนี้อาจถูกอยู่บ้างแต่ไม่ทั้งหมด การที่มีแหล่งพลังงานที่มีราคาต่ำแต่ไปสร้างภาระด้านอื่นเช่น
ปัญหามลพิษ ปัญหาทางสังคม ปัญหาวัตถุดิบ กลับจะเป็นการสร้างปัญหาโดยรวมและไม่เป็นผลดีต่อการลงทุนในระยะยาว
ย้อนกลับมาดูเป้าหมายของแผนปฏิบัติการ Energy 2000 โดยเฉพาะเรื่องการเพิ่มอัตราการใช้เชื้อเพลิงประเภทก๊าซธรรมชาติและประเภทหมุนเวียน(Renewable)
ทำให้นึกถึงนโยบายลดความเสี่ยงในการใช้เชื้อเพลิงผลิตพลังงาน ที่ปัจจุบันมีแนวโน้มจะใช้ก๊าซธรรมชาติมากขึ้นเรื่อย
จึงมีโครงการให้เอกชนลงทุนในโรงไฟฟ้าแบบIPP ที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงกว่า
2000 เมกกะวัตต์ จนเป็นเหตุให้ชาวบ้านในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ออกมาต่อสู้คัดค้านอย่างที่เป็นข่าว
ฝ่ายที่สนับสนุนโรงไฟฟ้าได้ให้เหตุผลด้านเทคโนโลยีที่สามารถป้องกันผลกระทบต่อภาวะแวดล้อม
เราอาจมีโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงและไม่สร้างมลภาวะได้จริง
แต่ใครจะเป็นผู้ที่สามารถสร้างการยอมรับของสาธารณะได้ ปัญหาสำคัญของโครงการเกิดจากการที่รัฐพัฒนาโครงการโดยไม่ให้ความสนใจการมีส่วนร่วมของชุมชน
ในกรณีนี้น่าจะมีทางเลือกด้วยการชะลอโครงการการใช้ถ่านหินไปก่อนแล้วใช้ก๊าฃธรรมชาติที่เรามีปริมาณสำรองอยู่มากมาย
ทั้งที่ในบริเวณอ่าวไทยและแหล่งที่เรียกว่า Joint Development Area บริเวณไทย-มาเลเซีย
และไทย-กัมพูชา อย่างน้อยในระยะที่ประชาชนยังไม่ยอมรับเทคโนโลยีป้องกันการเกิดมลภาวะจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน
Renewable Energy คือพลังงานที่สามารถหามาทดแทนใหม่ได้ ได้แก่ พลังงานจากลม
พลังงานจากแสงแดด พลังงานน้ำและพลังงานจากชีวมวล(Biomass) ในแผนปฏิบัติการEnergy
2000 จะเห็นว่ารัฐบาลเดนมาร์กให้ความสนใจถึงขั้นตั้งเป้าหมายที่จะใช้พลังงานนี้เพิ่มขึ้นเท่าตัวในปี
2005 การจะทำเช่นนี้ได้รัฐต้องกำหนดมาตราการทั้งการสนับสนุนเช่นการค้นคว้าวิจัย
สนับสนุนโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงชีวมวลและการผลิตพลังงานจากลมและแสงแดด
อันที่จริงแล้วไม่เพียงในประเทศเดนมาร์กเท่านั้น หลายประเทศในยุโรปและอเมริกาก็มีนโยบายที่คล้ายกัน
คือสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล สำหรับในเมืองไทยขณะนี้ทราบว่าสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
(สพช.) กำลังหาทางสนับสนุนการผลิตพลังงานจากเชื้อเพลิงประเภทนี้
เชื้อเพลิงชีวมวล
ก็คือเศษของเหลือจากกระบวนการผลิตภาคเกษตรหรืออุตสาหกรรมการเกษตร อาทิ
เศษไม้ กากชานอ้อย กากทะลายปาล์ม แกลบ ฟางข้าว ที่มีอยู่มากมายทั่วประเทศ
มีหลายคนสงสัยว่าทำไมเชื้อเพลิงชีวมวล จึงเป็น เชื้อเพลิงประเภททดแทนใหม่ได้
คำตอบคือชีวมวล เหล่านี้เกิดจากการผลิตภาคเกษตรที่เป็นวัฎจักร อีกส่วนด้านปัญหามลภาวะแม้ว่าการนำเอาเชื้อเพลิงเหล่านี้ไปเผาในกระบวนการผลิตพลังงานจะทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซค์พอ
ๆ กับเชื้อเพลิงอย่างอื่นเช่นถ่านหินก็จริง แต่การได้มาของชีวมวล ต้องมีการปลูกพืชที่เป็นแหล่งดูดซับเอาคาร์บอนไดออกไซค์กลับคืนไป
จึงทำให้วงจรของโรงไฟฟ้าชีวมวล มีค่าการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซค์เท่ากับศูนย์
เหตุผลนี้เองที่โรงไฟฟ้าชีวมวล ได้รับการสนับสนุนจากนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมีการประเมินปริมาณกากของเหลือจากกระบวนการผลิตในปี
1995 เฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการเกษตรหลัก ๆ ได้แก่ ข้าว, น้ำตาล, น้ำมันปาล์ม
และอุตสาหกรรมไม้แปรรูป จากปริมาณกากของเหลือเหล่านี้ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการผลิตพลังงานได้กว่า
3000 เมกกะวัตต์สามารถทดแทนโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2 โรงที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้เลย
เพียงแต่ว่าในทางปฏิบัติเราคงไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล ขนาดใหญ่
เท่ากับ โรงไฟฟ้าถ่านหินได้
ขนาดของโรงไฟฟ้าชีวมวล มักจะถูกจำกัดด้วยระบบการรวบรวมและขนส่ง
ตัวอย่างเช่น โรงไฟฟ้าที่ใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิง แม้ว่าเราจะมีนาข้าวมากมายทุกภาคของประเทศ
แต่โอกาสที่จะรวบรวมแกลบมากพอที่จะทำโรงไฟฟ้าได้ คงต้องพึ่งพาระบบโรงสีข้าวขนาดใหญ่
เป็นต้น อุปสรรคในการรวบรวมและขนส่งเหล่านี้ทำให้เกษตรกรไม่มีโอกาสที่จะเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าได้เลย
แม้จะเป็นผู้ผลิตชีวมวล ด้วยตัวเอง ดังนั้นโอกาสที่เราจะมีพลังงานถึง 3000
เมกกะวัตต์ จากชีวมวล จึงเป็นไปได้ยากมาก เพราะต้องพึ่งพาระบบการจัดการของภาคอุตสาหกรรมรวบรวมชีวมวล
เข้าสู่ระบบ เว้นเสียแต่รัฐจะกำหนดนโยบายสนับสนุน การผลิตและบริหารการจัดการพลังงานชุมชนขึ้นอย่างชัดเจน
การบริหารจัดการพลังงานชุมชน เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการทรัพยากรที่เป็นหน้าที่หนึ่งของหน่วยงาน
ปกครองท้องถิ่น เวลานี้ท้องถิ่นเช่น องค์การบริหารส่วนตำบล มีความตื่นตัวต่อปัญหาการจัดการสิ่งแวดล้อม
ดังนั้นหากหน่วยงานปกครองท้องถิ่นมีความรู้เรื่องการจัดการพลังงานด้วย
โดยเฉพาะความรู้ความเข้าใจเรื่อง Biomass ท้องถิ่นก็จะสามารถบูรณาการ (
integration) ปัญหาเศรษฐกิจชุมชน การจัดการสิ่งแวดล้อมชุมชน และการจัดการพลังงานชุมชน
เข้าด้วยกัน จัดตั้งองค์กร เช่น สหกรณ์ ขึ้นมาดูแลงานทั้งหมดได้ อันจะเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรที่สมบูรณ์แบบ
เรามีตัวอย่างการแก้ปัญหามลภาวะจากฟาร์มหมู ที่ได้รับการสนับสนุนจากสพช.
จนสามารถผลิตพลังงานจากของเสียได้ ในพื้นที่ที่ประชาชน มีอาชีพด้านปศุสัตว์
ชุมชนอาจรวมตัวเป็นสหกรณ์วางแผนการจัดการของเสียร่วมกัน แล้วทำโครงการผลิตพลังงานจากก๊าซชีวภาพ(Biogas)
ในพื้นที่เพาะปลูกโดยทั่วไป เกษตรกรจะเตรียมพื้นที่ด้วยการเผาเศษของพืชไร่
หรือส่วนทิ้ง หากมีความเข้าใจเรื่องชีวมวล ชุมชนอาจเปลี่ยนการจัดการด้วยการรวบรวมกากของเหลือ
เหล่านั้น มาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตพลังงานความร้อนใช้ใน โรงอบ หรือโรงบ่มกลางของชุมชนเอง
เป็นต้น
การจัดการด้านพลังงานหรือการนำชีวมวล ไปใช้ประโยชน์ไม่มีรูปแบบตายตัว
ขึ้นกับกระบวนการผลิตของแต่ละท้องที่ ดังนั้นหน่วยงานของรัฐ เช่นสพช. จึงควรนำเสนอความรู้ด้านชีวมวล
และกระบวนการบริหารจัดการลงสู่ชุมชน และเมื่อชุมชนเห็นถึงประโยชน์ของชีวมวล
รัฐจะต้องสนับสนุนด้านการลงทุนอย่างจริงจัง เช่นทำให้เครื่องจักรอุปกรณ์ที่ผลิตภายในประเทศมีราคาถูกลงเพียงพอที่ชุมชนสามารถลงทุนได้
เราอาจได้เห็นชุมชนเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าชีวมวล ขนาด 0.5-1 เมกกะวัตต์ กระจัดกระจายไปทั่วทุกภาค
ชาวบ้านได้พลังงานที่ผลิตใช้เอง สามารถจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมเอง มีรายได้เพิ่มจากการจัดการกากของเหลือการเกษตร
หรืออย่างน้อยช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดภาระที่ต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่
ๆ และระบบ สายส่ง(Transmission System) เป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรม หม้อไอน้ำ(Boiler)
ภายในประเทศ ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกันเรียนรู้การจัดระเบียบการบริหารจัดการทรัพยากรของตนเอง
นี่แหละ คือ พลังงานปี2000 หรือ Energy 2000 ของสังคมไทย